บทที่ 6 ตอนที่ 3 ยอดคนเร้นกาย 2

“นายน้อย ซิงเยว่ผู้นี้ร้ายกาจยิ่งนัก” จิ่นอ้านร่ำไห้น้ำตาดุจไข่มุกร่วงหล่น

จิ่นอิ่งซับน้ำตาส่งเสียงอ้อน “นางช่างไร้มโนธรรม จิตใจดำมืดยิ่งนักเจ้าค่ะ นายน้อยได้โปรดจัดการลงทัณฑ์ คืนความเป็นธรรมด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

อย่างไรเสียพวกนางก็ได้รับสิทธิ์ติดตามปรนนิบัตินายน้อยทุกคราที่เขามาเยือนคฤหาสน์ฤดูร้อนหลิวซิงแห่งนี้ ต่อให้แค่ชงชาโบกพัดยังไม่ถึงขั้นปีนเตียงนอนครางใต้ร่างเพื่อปรนนิบัติอย่างร้อนแรงถึงอกถึงใจ แต่ทว่าน้ำหนักในใจของเขาที่มีต่อสาวใช้ขั้นหนึ่งเช่นนางย่อมไม่อาจดูเบาได้แน่

อย่างน้อยความใส่ใจย่อมมีมากกว่า หากเทียบกับบ่าวไพร่คนอื่นๆ

โดยเฉพาะทาสชั้นต่ำที่เพิ่งซื้อตัวมา!

จิ่นอิ่งกับจิ่นอ้านผลัดกันฟ้องร้องด้วยน้ำเสียงสั่นเทาแฝงความออดอ้อนน่าสงสารจับใจ ทว่าหลิวไท่หยางยังคงมองสาวใช้คนงามทั้งสองอย่างเฉยชา ดวงตาคู่คมสงบนิ่ง          มีเพียงบางคนที่ส่งผลต่อเนตรเรียวเข้มดำดุจน้ำหมึกของเขา

คนผู้นั้นกำลังแสร้งยอมจำนนสงบปากสงบคำ ทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตนได้อย่างน่าขัน

หลิวไท่หยางปล่อยสาวใช้สองคนโอดครวญต่อไป เขาเพียงปรายตามองซิงเยว่เงียบๆ เห็นนางก้มหน้าหลุบตา ทว่ากลับไร้ระลอกคลื่นสั่นไหวหรือเผยความขลาดเขลาออกมา แม้ยามนี้จะมีฐานะต่ำตมกลายเป็นเพียงทาสต่ำต้อย อีกทั้งความจำยังเลือนหาย ทว่าตัวตนที่แท้จริงกลับมิอาจบิดเบือนเป็นอื่นได้

ไม่ว่าจะตกอยู่ในสภาวะใด บุคลิกบางอย่างของนางยังคงเป็นเอกลักษณ์เด่นชัดเฉกเช่นอดีต

หลิวไท่หยางค่อยๆ หลับตาลงอย่างเชื่องช้า

ยิ่งเขาครุ่นคิดเท่าใดภาพอันงดงามของซิงเยว่ในอดีตก็ยิ่งทับซ้อนกับซิงเยว่ในยามนี้

“นายน้อย...ได้โปรดเจ้าค่ะ”

จิ่นอิ่งกับจิ่นอ้านยังคงคร่ำครวญชวนเวทนาผสานเสน่หาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานปานน้ำผึ้ง เสียงนั้นสั่นเครือเจือสะอื้นชวนหวั่นไหวกวนคลื่นอารมณ์อย่างยิ่ง

“โปรดคืนความเป็นธรรมให้บ่าวทั้งสองด้วยเจ้าค่ะ”

ทว่ากลับเป็นการก่อกวนความคิดคนอย่างที่สุด 

ชายหนุ่มจึงหลุดจากภวังค์วสันต์ของตน ลืมตามองสาวงามอย่างเฉยชา เขาโบกมือคล้ายรำคาญ สั่งว่า

“พาสาวใช้สองนางนี้ออกไปเสียที ย้ายพวกนางไปประจำเรือนเพาะชำ ไม่ต้องรับใช้ข้าแล้ว”

“หา! นายน้อย”

หน้าที่ในเรือนเพาะชำคือเฝ้าแปลงผักคอยรดน้ำพรวนดิน ตากแดดตากลมจนผิวพรรณแห้งกร้าน

“นายน้อย...ไม่นะ! นายน้อย...”

เส้นเสียงหวานเผยความหวาดหวั่นลนลานปานนั้นมิได้ส่งผลอันใดต่อหลิวไท่หยาง เขาสนใจเพียงนาง...

“ออกไปให้หมด”

หลิวไท่หยางไล่ทุกคนไปจากห้องโถงอย่างเบื่อหน่ายก่อนหันมองซิงเยว่ “เจ้า...ตามข้ามา”

หญิงสาวผงกศีรษะพยักหน้าเงียบๆ โดยมิได้เปล่งเสียงใด เพียงลุกขึ้นแล้วเดินตามเจ้านายอย่างสงบเสงี่ยม

เขาเลี้ยวทางใด นางก็เลี้ยวทางนั้น เขาเข้าห้องใด นางก็เข้าห้องนั้น

โดยไม่ทันระวังตัว เพียงพริบตาเสี้ยวลมหายใจ           ร่างบอบบางของซิงเยว่พลันถูกจับอุ้มไปโยนลงบนเตียง

“อ๊ะ!” หญิงสาวตกใจนัก “นายน้อย ท่าน!”

ยามนี้นายน้อยหลิวผู้สุขุมเงียบขรึมสง่างามไหนเลยยังมีอยู่จริง บัดนี้มีเพียงไท่หยาง บุรุษหนุ่มผู้คลุ้มคลั่งในรัก

เขาจับสาบเสื้อของซิงเยว่ฉีกกระชากขาดดังแคว่ก และแล้วความจริงพลันปรากฏ บนทรวงอกงดงามของนาง มีปานแดงจันทร์เสี้ยวอยู่จริงๆ

เขาเคยเห็นเพราะถูกนางยั่วยวนจนมัวเมาในรสรัก

ใช่! เขากับนางเคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน

ทว่าครั้งนั้นเขาหยุดกลางคันเพราะคิดว่าควรแต่งงานกันอย่างถูกต้องก่อนจึงถูกนางตบจนพลัดตกเหวที่เบื้องล่างเป็นม่านน้ำตก กว่าจะปีนขึ้นมาไม่ง่ายเลย

“เจ้า...”

กำลังจะเอ่ยทักอย่างตื่นเต้นกลับถูกแจกันที่หัวเตียงฟาดจนสลบเหมือด

เป็นเจ้า...โม่ซิงเยว่

ไม่ผิดแน่...

ประโยคหนึ่งเลือนหายพร้อมสติบุรุษที่หลุดลอย

เพราะต้องแสงจันทร์โดดเด่นในคืนเดือนเพ็ญ   ค่ำคืนนั้น ราตรีแม้สลัวราง ทว่าเบื้องล่างที่ปกคลุมด้วยพื้นหญ้าอ่อนนุ่มกลับสว่างไสว

กลางหุบเขาเดือนดาว ลานกว้างราบลุ่ม ฟ้าปกดิน ข้างกายหลิวไท่หยางเห็นแม่นางโม่ซิงเยว่ในอาภรณ์สีแดง ผ้าคลุมหน้าสีแดง รอบกายกำจายกลิ่นอายมงคล

แม้ไร้แขกเหรื่อร่วมยินดีทว่าเพื่อค่ำคืนอันเป็นมงคล ชายหญิงอารมณ์รุ่มร้อนคลั่งใคล้ในรักคู่หนึ่งจึงไร้ซึ่งความคิดเฉกเช่นคนทั่วไป

พวกเขาเพียงต้องการเคียงคู่ยืนข้างคำนับฟ้าดิน คำนับกันและกัน

สัญญารักมั่นมิเสื่อมคลาย

เมื่อผ้าคลุมหน้าสีแดงถูกบุรุษเปิดออก สตรีแน่งน้อยจึงคลี่ยิ้มอบอุ่นกล่าววาจาเอาแต่ใจ “ต่อไปข้าเป็นของท่าน ส่วนท่านก็เป็นของข้า ร่างกายทุกส่วนล้วนเป็นของกันแล้ว ท่านจงจำไว้ห้ามลืม...”

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นยิ่งคลี่ยิ้มเปี่ยมสุข เนตรลุ่มลึกยิ่งเผยแววรักใคร่ เรียวนิ้วไล้เกลี่ยแก้มนวลก่อนเชยคางมน ก้มหน้ากระซิบเสียงทุ้มนุ่ม

“ข้าเป็นของเจ้าตลอดไป...”

จุมพิตละมุนเกิดขึ้นเนิ่นนาน ก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นเพียงนิทราหวาน มิย้อนคืน...

ยามนั้น หลิวไท่หยางตามใจซิงเยว่แค่คำนับฟ้าดิน คำนับกันและกัน

เขาเพียรกดข่มอารมณ์รุ่มร้อนของวัยหนุ่มแน่นที่มีเลือดลมพลุ่งพล่าน พยายามอดใจเอาไว้มิเข้าหอกลางป่าอย่างอุกอาจ ด้วยเกรงว่าพิธีอันเป็นมงคลยังไม่ครบถ้วน จำต้องรอเวลาอีกสักหน่อย

ทว่ากลับทำให้ซิงเยว่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

“ท่านรังเกียจข้า จึงไม่ยอมมอบบุตรให้ข้าหรือ?”

นอกจากการกระทำจะเอาแต่ใจ ถ้อยวาจาของนางยังเอาแต่ใจยิ่งกว่า

“ท่านสมควรมอบบุตรให้ข้า!”

สุภาพชนผู้หนึ่งจึงรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญกับฟ้าพิโรธยามไร้คลื่นลม

“ซิงเอ๋อร์ เจ้ารักข้าถึงเพียงนี้เชียว?”

ไม่นานหลังจากนั้น เขาจึงหอบสินสอดหลายสิบหีบไปสู่ขอนางเพื่อตบแต่งเข้าจวนอย่างสมเกียรติ

ตั้งมั่นคืนแต่งงานว่าจะให้ความสำคัญยามเข้าหอ เจ้าบ่าวที่ดีสมควรประคับประคองเจ้าสาวอย่างทะนุถนอม มอบความรักใคร่ลึกซึ้งจนล่วงพ้นราตรีทองคำ

หมายประกาศก้องเกริกไกรให้ทั่วหล้าว่านางคือภรรยาของข้าอย่างเต็มภาคภูมิ

ทว่าวันนั้น นางกลับสะบั้นเยื่อตัดใยไร้ปรานี...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป